วันที่ 22 มีนาคม 2550
ผมอยู่ที่บ้านทั้งวัน อากาศร้อนและอบอ้าวแม้ว่าเมื่อคืนนี้จะมีฝนตกหนัก อาหารเช้าของผมวันนี้เป็นฝรั่งไร้เมล็ด 2 ลูกเท่านั้น ไม่หิวและไม่อยากกินอะไรมากไปกว่านี้ เพราะว่าท้องไม่ค่อยดีจากการกินลาบปลาและน้ำพริกข่าเมื่อเย็นวาน เวลาช่วงเช้าของผมหมดไปกับการเข้าอินเตอร์เนต เช็คอีเมล์ อ่านข่าวและที่เสียเวลาไปมากที่สุดก็คือการดูรูปที่เพื่อนๆส่งต่อๆกันมา ผมเช็คอีเมล์เป็นกิจวัตร ตลอดช่วงเช้าผมตอบอีเมล์ไปหลายฉบับเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับผมทุกวันและผมก็คิดว่าความเคยชินในการรับส่งอีเมล์ก็เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เคยชินเสียจนกลายเป็นของกันและกันไปแล้ว ผมเสร็จธุระกับอินเตอร์เนตอย่างเงียบเชียบ ผมทิ้งกล่องจดหมายของผมเปิดอ้าเอาไว้ เพื่อรอการตรวจนับในวันรุ่งขึ้น
ช่วงสายๆ ของวันมีเรื่องให้ตื่นเต้น ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งทางไปรษณีย์จากเพื่อนผู้อยู่ไกล ผมไม่ได้เจอเพื่อนคนนี้นานเป็นปีแล้ว แต่เขาก็ยังส่งจดหมายถึงผมอย่างสม่ำเสมอแบบนานๆครั้ง เขามักจะทำตัวล่องหน ติดต่อไม่ได้ ผมก็คิดไปว่านี่คงเป็นส่วนหนึ่งของภาวะศิลปินเป็นสภาวะเข้าใกล้ธรรมชาติแบบของเขา โทรศัพท์มีก็ไม่เคยเปิด(หรือไม่มีปัจจัยซื้อบัตรเติมเงิน) แน่นอนครับ เพื่อนของผมคนนี้จะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้ นอกจากเป็นศิลปิน! เขาประกาศตัวอย่างแผ่วเบาว่าสิ่งที่เขาทำคือ“วาดรูปเขียนหนังสือ”ผมว่ามันก็ครอบคลุมดีอยู่เหมือนกัน คนจะได้เลิกถามเสียทีว่าศิลปินอย่างเขา วันๆ มัวแต่ทำอะไร? แต่เปลี่ยนมาถามว่า แล้วอยู่ได้ยังไง? ผมถามต่อให้ว่า ศิลปินกินอะไรเป็นอาหาร?
เรื่องอาหารการกินขอพักเอาไว้ก่อน เพราะอย่างน้อยๆ การได้รับจดหมายของเขาก็ยืนยันว่าเขาคงมีอะไรกิน พออยู่ได้บ้างไม่ถึงกับอดตาย และผมก็ยินดีแทบทุกครั้งที่ได้รับจดหมายของเขา เพราะนอกจากจะได้รู้ว่าเขายังไม่อดตายไปเสียแล้ว สิ่งที่พิเศษที่ผมได้รับจากจดหมายคืองานศิลปะชิ้นเยี่ยม! จริงๆก็คือจดหมายนั้นแหละ “ความงาม” ที่ปรากฏต่อสายตาดำๆของผม เป็นความงามที่มองเห็นได้ด้วยตาธรรมดาๆ หมายความว่าใครๆก็เห็นอย่างผมได้ถ้าตาไม่บอดสี ที่เห็นได้ชัดเจนกระโดดเด้งออกมามากที่สุดก็คือลายมือของเขา ที่เขียนด้วยดินสอ 3B(เดาเอา…ไม่รู้หรอกว่ากี่ B) มันหวัด อ่านยากชะมัด และนี่แหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “จิตวิญญาณของเส้น” ซึ่งอีเมล์ไม่มี และไม่มีทางมีได้ คำว่า “จิตวิญญาณ”ของผมไม่ได้เป็นอะไรที่ลึกลับหรือยิ่งใหญ่นักหรอกครับ แต่เป็นธรรมชาตินี่เอง ลายมืออ่านยาก ทำให้เราต้องใช้เวลามากกับจดหมาย ค่อยๆอ่าน เราต้องตั้งใจทุกๆอักขระ ทุกช่องว่างต้องผ่อนลมหายใจ ทุกๆการเปลี่ยนบรรทัดต้องสูดลมหายใจเข้า นี่เขียนติดกันเป็นพรืดผมเกือบกลั้นลมหายใจเอาไว้ไม่อยู่ นึกไปว่ากำลังดำน้ำอยู่ในสระประจำหมู่บ้านจัดสรร หรือนี่จะเป็นอุบายให้มีมรณานุสติ ทุกๆลมหายใจเข้าออก กระดาษที่เขาเลือกใช้ เป็นกระดาษสมุดแผ่นเล็ก
เล็กกว่ากระดาษ A4 ที่เราคุ้นเคย ช่างอ่อนน้อมถ่อมตัวเสียเหลือเกิน สีก็ไม่ขาวมากไม่สะท้อนแสง ห่วงใยสายตาของเราในยุคที่วัฒนธรรมทางสายตาเป็นเรื่องใหญ่ แถมกระดาษยังมีเส้นให้อีก ไม่รู้จะมีทำไมในเมื่อศิลปินไม่เห็นจะสนใจเขียนให้อยู่บนเส้นเลยแม้แต่น้อยหรือ “มีกรอบเอาไว้แหก มีแกลบเอาไว้ให้หมู” แต่ถ้าดูให้ดีดี พิจารณาให้ลึกซึ้งการมีเส้นของกระดาษช่วยดึงสติของเราเอาไว้ไม่ให้ฟุ้งซ่านออกนอกเรื่องนอกราวไปมากกว่านี้ หรือนี่จะเป็นกลวิธีของศิลปิน ที่จัดสรรเส้นสีน้ำหนักรูปทรงทางทัศนธาตุให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ เส้นแนวนอนบางๆสีเทา ตัดผ่านจากตาข้างซ้ายสู่ตาข้างขวา ใช่! มนุษย์มีตาสองข้างอยู่ในแนวนอนขนานกับพื้นผิวโลก…ยูเรก้า!
ตัวอักษรไทยทุกตัวของจดหมายฉบับนี้ เป็นอักษรไทยแบบประยุกต์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เต็มไปด้วยเส้นโค้งเส้นเว้าประดุจเรือนร่างของสตรีแรกรุ่น ถ้าชาวเอเธนส์ได้มาเห็นคงคิดไปว่านี่คืออักขระของเทพเจ้าผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง แม้แต่โสกราตีสยังต้องกราบกราน แรงกดลงของร่องรอยดินสอมีน้ำหนักอ่อนแก่เหมือนกับศิลปินที่กำลังเล่นดนตรีแนวแจ๊สอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ พลังพลั่งพรูสอดรับกับการลื่นไหลของเส้นดินสอประหนึ่งสายน้ำโขงหล่อเลี้ยงชีวิตทุกชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันตลอดลำตัวยาวของสายน้ำ ศิลปินเว้นขอบกระดาษด้านซ้ายมือของผู้อ่านเอาไว้อย่างจงใจ นี่เป็นการทิ้งสัญญะบางอย่างเกี่ยวกับการใช้สมองซีกขวา ในการควบคุมมือข้างซ้าย ทำให้ผู้รับสัมผัสหน้าซีดเผือดลงได้อย่างฉับพลัน ส่วนกระดาษทั้ง 4 แผ่นถูกพับออกเป็นสามส่วนเท่าๆกันนั้นนอกจากจะสะดวกเวลาใส่ซองแล้วยังสะท้อนแนวคิด “ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง”ปรัชญาการพึ่งพึงกันของธรรมชาติ หรือ ไตรลักษณ์กับธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรกันนี้…ถ้ามันเป็นจริงอย่างนั้น สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่จดหมายธรรมดาจากเพื่อนคนหนึ่งแต่นี่คือสารจากพระผู้เป็นเจ้า ช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนปริศนา อโศกสิ้น ชวนสงสัยยิ่งไปกว่ารหัสลับดาวินชี
ผมกระอักความคิดของตัวเองไปชั่วครู่ ก็รู้สึกถึงความงามอันมหัศจรรย์ที่ซ่อนเร้นมาในรูปของความเรียบง่าย กระดาษเล็กๆเพียงสี่แผ่น สะท้อนโลกนี้ให้ผมเห็นเพียงพริบตา ความคิดอันฟุ้งซ่านทั้งหมดได้สงบจบลงทันทีที่วางกระดาษลง ผมหลับตารู้สึกเคืองข้างในเปลือกตาทั้งสองข้าง น้ำแฉะๆเอ่อล้นดันเปลือกตาออกมาไม่หยุด ผมกำลังร้องไห้ ผมกำลังเสียใจ ไม่จริง! แต่ผมกำลังเสียน้ำตาให้กับกระดาษเพียงสี่แผ่น ไม่จริง! ผมปฏิเสธตัวเองอีกครั้ง มือสกปรกของผมปาดที่ใต้ดวงตาบริสุทธิ์ ผมกำลังเกิดปิติ และภิรมย์ภักดีอย่างยิ่งกับงานศิลปะ อันเป็นสารที่ไขความลับของจักรวาล โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล จักรวาลนั้นกว้างกว่าเหนือคณานับ ศิลปินผู้ต่ำต้อยบรรจง(หวัด)อักขระของโลกหน้าส่งผ่านเส้นทางหลายหมื่นหลายพันเมตร ด้วยมูลค่าตีตราเพียง 3 บาทแสตมป์! ยุติธรรมแล้วหรือโลก?
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รับจดหมายลายมือเขียนจากเพื่อนผู้อยู่ห่างไกลทางไปรษณีย์? คุณค่าที่แท้จริงนอกจากความห่วงใยที่ส่งผ่านมากับกระดาษแล้ว ยังมีความนัยที่ทำให้เห็นความนอกอันสัพเพเหระของชีวิตร่วมสมัยภายใต้กฎของผู้มีอำนาจ สิ่งเล็กๆง่ายๆช่างประโลมใจในวันที่อากาศร้อนแล้งและอบอ้าวสิ้นดี.
ข้อคิดวันนี้
“กรุณาช่วยกันปลูกต้นไม้”

No comments yet
Comments feed for this article